ปรัชญาทุทรรศนนิยม (Pessimism) ของอาร์เธอร์ โชเพนเฮาเออร์ (Arthur Schopenhauer) นักปรัชญาเยอรมันคนสำคัญจากศตวรรษที่ 19 ที่ให้อิทธิพลต่อนักเขียนและนักคิดมากมาย
“ศิลปะแห่งการมองโลกแง่ร้าย” คัดสรรบทความจากผลงาน Parerga und Paralipomena ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่สร้างชื่อให้กับโชเพนเฮาเออร์
----------------------------------------------
หากความทุกข์ทรมานไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงของชีวิต การดำรงอยู่ของเราก็ย่อมไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง จะเป็นเรื่องไร้สาระเพียงใด หากเรามองความเจ็บปวดมหาศาลที่ปรากฏอยู่ทั่วโลก ซึ่งล้วนมาจากความต้องการและความจำเป็นที่แยกไม่ออกจากชีวิต ว่าเป็นสิ่งไร้จุดประสงค์ และเป็นเพียงผลจากความบังเอิญเท่านั้น ความโชคร้ายแต่ละครั้ง เมื่อเกิดขึ้น มักถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดปกติอย่างชัดเจน ทว่าหากมองในภาพรวมแล้ว ความโชคร้ายเองต่างหากที่เป็นกฎเกณฑ์พื้นฐานของชีวิต
ข้าพเจ้าไม่รู้จักความคิดไร้สาระใดที่ร้ายแรงไปกว่าสิ่งที่ระบบปรัชญาส่วนใหญ่เสนอ นั่นคือการประกาศว่าความชั่วร้ายเป็นเพียงสิ่งเชิงลบ ทั้งที่ในความเป็นจริง ความชั่วร้ายต่างหากที่มีตัวตนอย่างแท้จริง และเรารับรู้การดำรงอยู่ของมันได้โดยตรง ไลบ์นิซ (Leibniz) พยายามอย่างหนักในการปกป้องความคิดอันเหลวไหลนี้ พร้อมทั้งเสริมจุดยืนของตนด้วยเหตุผลลวงที่ตื้นเขินและปราศจากคุณค่า แท้จริงแล้ว ความดีต่างหากที่เป็นสิ่งเชิงลบ เพราะความสุขและความพึงพอใจนั้นหมายถึงการที่ความปรารถนาบางอย่างได้รับการเติมเต็ม และความเจ็บปวดบางอย่างได้สิ้นสุดลง
สิ่งนี้ช่วยอธิบายว่า ทำไมเราจึงมักพบว่าความสุขนั้นไม่เคยหอมหวานอย่างที่เราคาดหวัง ในขณะที่ความเจ็บปวดกลับทรมานกว่าที่คิดไว้มากเสมอ
ว่ากันว่าความสุขในโลกนี้มีน้ำหนักมากกว่าความทุกข์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีน้ำหนักพอๆ กัน หากผู้อ่านอยากรู้ว่าคำกล่าวนี้เป็นความจริงหรือไม่ ให้ลองเปรียบเทียบความรู้สึกของสัตว์สองตัว โดยที่ตัวหนึ่งกำลังนั่งกินเนื้อของอีกตัวหนึ่งดู
สิ่งปลอบใจที่ดีที่สุดในยามเคราะห์ร้ายหรือทุกข์ร้อนใดๆ คือ การนึกถึงคนอื่นที่อยู่ในสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าเรา และนี่เป็นการปลอบใจที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่กลับสะท้อนถึงชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัวสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล!
พวกเราไม่ต่างอะไรกับลูกแกะในทุ่ง ที่กำลังเล่นสนุกอยู่ต่อหน้าคนขายเนื้อซึ่งเลือกเหยื่อทีละตัว ในวันที่เรามีความสุข เราไม่เคยตระหนักถึงเคราะห์กรรมที่โชคชะตาอาจเตรียมไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วย ความยากจน ความพิกลพิการ การสูญเสียการมองเห็นหรือแม้แต่สติสัมปชัญญะของเราเอง
ความทุกข์ของการดำรงอยู่ส่วนหนึ่งก็คือ เวลานั้นกดดันเราอยู่เสมอ ไม่เคยปล่อยให้เราหายใจ แต่คอยไล่ต้อนเราเหมือนหัวหน้างานที่มีแส้อยู่ในมือ และหากเวลาจะหยุดโบยตีเราเมื่อไหร่ นั่นก็เป็นเพียงตอนที่มันผลักไสเราเข้าสู่ความทุกข์อีกแบบหนึ่ง ซึ่งก็คือคือความเบื่อหน่ายนั่นเอง
จากบท "ว่าด้วยความทุกข์ทรมานของโลก"
------------
ศิลปะแห่งการมองโลกแง่ร้าย (The Art of Pessimism)
อาร์เธอร์ โชเพนเฮาเออร์ (Arthur Schopenhauer)
จำนวน 204 หน้า
ขนาด 10.5 x 14.5 CM
ISBN 9786166302905